ข้อมูลทางสังคม

 ประวัติศาสตร์เมืองกำแพงเพชร
                                                             
   กำแพงเมืองศิลาแลง
 
เมืองโบราณบริเวณลุ่มแม่น้ำปิงคือ เมืองแปบ เมืองเทพนคร เมืองไตรตรึงษ์ เมืองพาน เมืองคนฑี 
เมืองนครชุม เมืองชากังราว เมืองพังคา เมืองโกสัมพี  เมืองรอ เมืองแสนตอ เมืองพงซังซา และบ้านคลองเมือง
ล้วนตั้งอยู่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร แสดงว่าเมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองโบราณก่อนสมัยประวัติศาสตร์ไทยจะเริ่มขึ้น เมืองที่ตั้งในยุคแรก ๆ น่าจะเป็นเมืองแปบ ซึ่งไม่มีกล่าวอยู่ในจารึก แต่มีตำนานเล่าว่าเป็นเมืองที่ตั้งอยู่ทางฝั่งนครชุมบริเวณตรงข้ามกับเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน  และระหว่างสะพานกำแพงเพชรกับวัดพระบรมธาตุเจดียาราม เคยมีเจดีย์ขนาดใหญ่ ชาวบ้านเรียกบริเวณดังกล่าวว่า วังแปบ อาจเป็นที่ตั้งเมืองแปบก็ได้
             นอกจากนี้ เมืองกำแพงเพชรยังเป็นศูนย์กลางการค้าทั้งทางบกและทางน้ำ  ที่สำคัญ ทางบกมีถนนพระร่วง เป็นเส้นทางในการลำเลียงสินค้าและอาวุธจากเมืองกำแพงเพชรไปยังกรุงสุโขทัย และจากกรุงสุโขทัยไปยังเมืองศรีสัชนาลัย ส่วนทางน้ำอาศัยแม่น้ำปิงและแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าไปยังกรุงศรีอยุธยา นอกจากนี้การค้าของป่าจากเมืองกำแพงเพชรก็นับว่ามีความสำคัญมาก มีหลักฐานเอกสารฮอลันดาในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททองว่า ฮอลันดาได้ปิดปากแม่น้ำเจ้าพระยาและบังคับไทยให้ชนชาติฮอลันดาเป็นชาติเดียว ที่ค้าขายหนังกวางที่เมืองกำแพงเพชร กล่าวได้ว่าเมืองกำแพงเพชรในอดีตมีความสำคัญทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี  มาช้านาน เมื่อบรรดาเมืองโบราณในเขตลุ่มแม่น้ำปิงกลายเป็นเมืองร้าง จะด้วยสาเหตุจากศึกสงครามหรือภัยธรรมชาติก็ตาม ผู้คนจากเมืองดังกล่าวได้มารวมกันในเมืองใหญ่อย่างเมืองกำแพงเพชร สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพมี    พระวินิจฉัยว่า เมืองชากังราวเป็นชื่อเก่าของนครชุม ตั้งอยู่บริเวณปากคลองสวนหมากทางฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ซึ่งต่อมามีการย้ายเมืองมาตั้งใหม่ทางฝั่งซ้ายของ  แม่น้ำปิง ตรงข้ามกับเมืองนครชุมเดิมชื่อว่า กำแพงเพชร แนวคิดนี้เป็นที่ยอมรับกันแพร่หลายที่สุด
 
ชุมชนดั้งเดิมชุมชนเขากะล่อน ชนยุคหินของเมืองกำแพงเพชร
เขากะล่อน เป็นเทือกเขาดินและเขาลูกรังที่เป็นแนวต่อเนื่องกันสามลูก ทางทิศเหนือและทิศใต้อยู่ที่บ้าน
หาดชะอม ตำบลป่าพุทรา อำเภอขาณุวรลักษบุรี ห่างจากแม่น้ำปิงทางทิศตะวันออกประมาณ ๒ กิโลเมตร จากการขุดค้นที่เชิงเขาเมื่อปี  พ.ศ. ๒๕๓๐ พบโบราณวัตถุเป็นจำนวนมาก เช่น ขวานหินขัด หัวธนูหิน กำไลหิน ลูกปัดหิน และเศษภาชนะดินเผารูปทรงต่าง ๆ เมื่อมีการไถดินดำนาประมาณ ๑ เมตรก่อนถึงลูกรังได้พบขวานหินขัดเป็นจำนวนมาก ที่ยังทำไม่เสร็จหลายร้อยชิ้น พบหัวธนูหิน กำไลหิน ลูกปัดหิน ภาชนะดินเผาทรงพานที่ค่อนข้างสมบูรณ์เป็นจำนวนมาก และยังพบหินลับมีดและจักรหินด้วย จากการสำรวจของกรมศิลปากรที่บ้านหนองกอง ตำบลนาบ่อคำ อำเภอเมืองกำแพงเพชร พบแร่ทองคำซึ่งเป็นโลหะที่นิยมนำมาใช้เป็นเครื่องประดับ ต่อมาได้พบหลักฐานทางโบราณคดีทุกเมืองในชุมชนแถบลุ่มน้ำปิงทั้งสองฝั่ง โบราณวัตถุที่พบในแหล่งโบราณคดี เช่น ลูกปัดแก้ว ลูกปัดหิน ตะเกียงดินเผา เครื่องสำริด ตะกรัน ขี้แร่ เศษภาชนะดินเผาจำนวนมาก เป็นหลักฐานว่าเมืองกำแพงเพชรเป็นเมืองเก่าก่อนประวัติศาสตร์ เป็นที่อยู่ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินใหม่ มีอายุอยู่ประมาณ ๕,๐๐๐ - ๑,๐๐๐ ปี
กำแพงเพชรสมัยประวัติศาสตร์
จากตำนานสิงหนวัติกุมาร ระบุว่าพระเจ้าพรหมโอรสพระเจ้าพังคราช   ขณะพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา ได้ยกกองทัพขับไล่ขอมดำมาถึงเมืองกำแพงเพชร อันเป็นดินแดนลวรัฐเก่า ตามตำนานกล่าวว่า พระอินทร์เกรงว่าผู้คนจะล้มตาย   จึงเนรมิตกำแพงขวางกันไว้ไม่ให้พระเจ้าพรหมผ่านไปตามฆ่าได้ จึงเรียกกำแพงที่เนรมิตนั้นว่า กำแพงเพชร กำแพงเมืองกำแพงเพชรน่าจะมีความงดงามและแข็งแกร่งมาก จนเป็นที่เลื่องลือและเกิดจินตนาการว่า พระอินทร์เป็นผู้สร้าง ต่อมาโอรสของพระเจ้าพรหม คือ พระเจ้าชัยศิริ มีข้าศึกชาวมอญจากเมืองสุธรรมดียกกองทัพมารุกราน พระเจ้าชัยศิริอพยพไพร่พลลงมาที่เมืองกำแพงเพชร สร้างเมืองกำแพงเพชรขึ้นเป็นราชธานี ทรงพระนามว่า  "พระเจ้าชัยศิริเชียงแสน"

๑.๑ กำแพงเพชรสมัยทวาราวดี
เมืองโบราณของกำแพงเพชรพบหลักฐานแสดงว่า เป็นเมืองเก่าในสมัยทวารวดี ต่อเนื่องมาถึงสมัยสุโขทัยคือ เมืองไตรตรึงษ์ ตั้งอยู่ที่บ้านวังพระธาตุ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางใต้ประมาณ ๑๘ กิโลเมตร ตามถนนสายเอเชีย เป็นเมืองรูปสี่เหลี่ยมกว้าง ๘๐๐ เมตร ยาว ๘๔๐ เมตร อยู่ติดแม่น้ำปิงฝั่งขวาตรงข้ามเมืองเทพนคร มีกำแพงดินล้อมรอบสามชั้น จากการขุดค้นภายในบริเวณเมืองพบเศษภาชนะดินเผา ตะกรัน ขี้แร่จำนวนมาก พบตะเกียงดินเผาสมัยทวาราวดี จึงสันนิษฐานว่าเมืองนี้น่าจะพัฒนามาตั้งแต่สมัยทวารวดีหรือก่อนหน้านั้น เมืองโบราณที่บ้านคลองเมือง ตั้งอยู่ที่บ้านคลองเมือง ตำบลโกสัมพี  อำเภอโกสัมพีนคร มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ มีคูน้ำ คันดินล้อมรอบ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐๐ - ๔๐๐ เมตร พบเครื่องมือหินขัด แวดินเผา เบ้าดินเผา ลูกปัดแก้ว ลูกปัดแร่อะเกต คานีเลียน เครื่องสำริด เครื่องมือเหล็ก ตะเกียงดินเผา ตะกรัน ขี้แร่และเศษภาชนะดินเผา แสดงว่าเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี
 
๑.๒ กำแพงเพชรสมัยสุโขทัย
จารึกหลักที่ ๑ (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง) พ.ศ.๑๘๓๕ กล่าวถึงเมืองคนที ซึ่งอยู่ในเขตจังหวัดกำแพงเพชร
 ห่างลงไปทางใต้ประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่ในสมัยสุโขทัย ในสมัยอยุธยาเป็นเมืองร้างและเปลี่ยนสภาพเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ มีผู้พบซากเจดีย์ร้างอยู่เป็นจำนวนมาก จารึกหลักที่ ๓ (ศิลาจารึกนครชุม)    พ.ศ.๑๙๐๐ มีความตอนหนึ่งว่า พระยาฤาไท เอาพระ-ศรีรัตนมหาธาตุมาสถาปนาใน เมืองนครชุม แสดงว่าเมืองนครชุมเป็นเมืองใหญ่เมืองหนึ่งในสมัยสุโขทัย เมืองนครชุมเป็นเมืองโบราณ ตั้งอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้ำปิง ในเขตตำบลนครชุม บริเวณปากคลองสวนหมาก ตรงข้ามกับเมืองกำแพงเพชรโบราณ ลักษณะตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง ๔๐๐ เมตร
 ยาว ๒,๙๐๐ เมตร ยาวไปตามลำน้ำแม่ปิง มีวัดพระมหาธาตุเป็นศูนย์กลาง เมือง-นครชุมพังลงแม่น้ำปิงไปแล้วสามส่วน จารึกนครชุมได้กล่าวถึง เมืองบางพาน ซึ่งเป็นเมืองซึ่งเป็นเมืองสำคัญอีกเมืองหนึ่งในสุโขทัย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงสันนิษฐานว่า อยู่ในเขตอำเภอพรานกระต่าย ปัจจุบันมีหมู่บ้านชื่อ วังพาน ตำบลเขาคีริส อำเภอพรานกระต่าย ตัวเมืองมีลักษณะเป็นรูปเกือกกลม มีคูคันดินล้อมรอบ ภายในเมืองและนอกเมืองโดยเฉพาะบริเวณเขานางทอง พบซากโบราณสถาน และโบราณวัตถุสมัยสุโขทัยจำนวนมาก เรื่องของเมืองบางพานมีการกล่าวกถึงในศิลาจารึกหลาย-ครั้ง ในสมัยสุโขทัยสันนิษฐานว่าเป็นเส้นทางคมนาคมระหว่างเมืองกำแพงเพชรกับสุโขทัย จากจารึกหลักที่ ๓ พ.ศ.๒๐๕๓ ได้กล่าวถึงเมืองพานว่า มีการซ่อมแซมถนนจากเมือง-กำแพงเพชรไปถึงบางพาน อีกตอนหนึ่งกล่าวถึงการซ่อมแซมท่อปู่พระยาร่วงที่นำน้ำไปทำนาที่บางพาน แสดงว่าเมืองนี้เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่สำคัญ นอกจากนั้นถนนพระร่วงก็ได้ตัดผ่านเมืองบางพาน ปัจจุบันเมืองบางพานเป็นเมืองร้างแทบไม่มีหลักฐานใดเหลืออยู่เลย จากจารึกหลักที่ ๘ ได้บันทึกเหตุการณ์ระหว่างปี พ.ศ.๑๙๐๒ - ๑๙๑๑ กล่าวถึงเมืองขึ้นของกรุงสุโขทัย โดยกล่าวถึงเมืองชากังราว เมืองพระนครชุม เมืองพาน จากหนังสือชินกาลบาลีปกรณ์ พงศาวดารโยนกและตำนานพระพุทธสิหิงค์ กล่าวไว้ตรงกันว่า   ติปัญญาอำมาตย์ (พระยาญาณดิส) เป็นเชื้อสายพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไท) กับราชวงศ์สุวรรณภูมิได้ครองเมืองกำแพงเพชร และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาประดิษฐานที่เมือง-กำแพงเพชร จากศิลาจารึกหลักที่ ๓๘ พ.ศ.๑๙๔๐ ได้แสดงถึงความยิ่งใหญ่ทางการปกครองของกษัตริย์ผู้ครองเมืองกำแพงเพชร  พระนามว่าจักรพรรดิราช ผู้ทรงนำเอาหลักกฎหมายลักษณะโจรมาประกาศไว้ท่ามกลางเมืองสุโขทัย สันนิษฐานว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ.๑๙๔๐ เป็นต้นมา อำนาจทั้งทางการปกครองและการพระศาสนาได้มาอยู่ที่เมืองกำแพงเพชรเพียงแห่งเดียว อำนาจของเมืองกำแพงเพชรน่าจะหมดไปเมื่ออาณาจักรสุโขทัยถูกผนวกเข้ากับ อาณาจักรอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.๑๙๕๒

๑.๓ กำแพงเพชรสมัยอยุธยา
จากพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐฯได้มีเรื่องของเมืองกำแพงเพชร ในห้วงเวลานี้ไว้ว่า พ.ศ.๑๙๑๖ สมเด็จพระบรมราชาธิราช เสด็จไปเมืองชากังราว พระยาใสแก้วและพระยา-คำแหง เจ้าเมืองชากังราวออกรบ พระยาใสแก้วตาย พระยาคำแหงหนีเข้าเมืองได้ ทัพหลวงเสด็จกลับคืน พ.ศ.๑๙๑๙ เสด็จไปเอาเมืองชากังราวครั้งนั้นพระรามคำแหงและท้าวผาคองคิดด้วยกันว่า จะยอทัพหลวงและจะทำมิได้ ท้าวผาคองเลิกทัพหนี จึงเสด็จยกทัพหลวงตาม ท้าวผาคองนั้นแตก และจับได้ตัวท้าวพระยาและเสนาขุนหมื่นเป็นอันมาก และทัพหลวงเสด็จกลับคืน พ.ศ.๑๙๓๑ เสด็จไปเอาเมืองชากังราวอีกครั้ง สมเด็จพระบรมราชาไม่สามารถเข้าเมืองชา-กังราวได้ เพราะประชวรหนักและเสด็จสวรรคตกลางทาง     พ.ศ.๑๙๙๓ มหาราชมาเอาเมืองชากังราวได้แล้วจึงมาเอาเมือง
สุโขทัย เข้าปล้นเมืองมิได้ ก็เลิกทัพกลับคืน พ.ศ.๒๐๘๘ สมเด็จพระไชยราชาธิราชเสด็จไปเชียงใหม่ให้พระยาพิษณุโลกเป็นทัพหน้า ยกทัพหลวงไปกำแพงเพชรตั้งทัพชัย ณ เมืองกำแพงเพชร สมเด็จพระไชยราชาฯเสด็จยกทัพไปรบเชียงใหม่สองครั้ง มาประทับเมืองกำแพงเพชรทุกครั้ง จากกฎหมายตราสามดวงในรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้บันทึกไว้ว่า กำแพงเพชรได้เป็น เมืองพระยามหานคร     ซึ่งในเวลานั้นมีอยู่ ๘ เมืองคือเมืองพิษณุโลก เมืองสัชนาไล เมืองสุโขทัย เมืองกำแพงเพชร เมืองนครศรีธรรม เมืองทวาย และเป็นเมืองลูกหลวง ซึ่งมีอยู่ห้าเมืองคือเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองลพบุรี เมืองสิงห์บุรี พ.ศ.๒๐๕๑ จากกฏหมายตราสามดวง กำแพงเพชรถูกลดฐานะเป็นหัวเมืองชั้นโท เจ้าเมืองกำแพงเพชรได้รับนามว่าออกญารามรณรงค์สงคราม ฯ ศักดินา ๑๐,๐๐๐ ขึ้นประแดงเสนาฏขวา พ.ศ.๒๐๕๓ จากศิลาจารึกฐานพระอิศวร กล่าวถึงการขุดแม่ไตรบางพร้อ ซ่อมถนนไปบาง-พาน และซ่อมท่อปู่พระยาร่วงไปถึงบางพาน พ.ศ.๒๐๕๘ จากตำนานรัตนพิมพงศ์กล่าวไว้ว่าเจ้าเมืองกำแพงเพชรทูลขอพระแก้วมรกต จากกรุงศรีอยุธยามาไว้ที่เมืองกำแพงเพชร   พ.ศ.๒๐๕๘ จากตำนานสิงหนวัตวติกุมาร หมื่นมาลาแห่งนครลำปางเข้าปล้นเมืองกำแพงเพชร แต่ไม่สำเร็จ พ.ศ.๒๐๘๑ จากจดหมายเหตุสมัยอยุธยา เมืองกำแพงเพชรตั้งตัวเป็นอิสระ แต่ไม่สำเร็จ สมเด็จพระไชยราชายกกองทัพมาปราบปราม และยึดเมืองกำแพงเพชรได้ พ.ศ.๒๐๙๗ จากพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระมหินทราธิราชกราบทูลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิว่า เมืองกำแพงเพชรเป็นทางกำลังข้าศึกจะขอทำลายเมืองกำแพงเพชร และกวาดเอาครอบครัวอพยพไปไว้ ณ กรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงเห็นด้วย ทัพหลวงจึงตั้งยั้งอยู่ที่นครสวรรค์ สมเด็จพระมหินทราธิราชยกกองทัพไปยังเมืองกำแพงเพชร ทัพหลวงตั้งค่ายอยู่ท้ายเมือง พระยาศรีเป็นกองหน้า ตั้งค่ายแทบคูเมือง แต่งพลออกหักค่ายพระยา-ศรีพ่ายแพ้แก่ชาวเมืองกำแพงเพชร ในครั้งแรกพระยาศรีเข้าปล้นเมืองอยู่ ๓ วัน ไม่สำเร็จ สมเด็จ-พระมหินทราธิราชจึงยกกองทัพกลับพระนครศรีอยุธยา พ.ศ.๒๑๐๗ จากหนังสือไทยรบพม่า พระเจ้าหงสาวดีรับสั่งให้นันทสูกับราชสังครำคุมพลพม่ากับไทยใหญ่นำทางมาจากเขตแดน และมาตั้งยุ้งฉางที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ.๒๑๐๘ จากพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา สมเด็จพระนเรศวรมหาราชใช้กำลังขับไล่พม่าที่มาตั้งทำนาอยู่ที่เมืองกำแพงเพชร พ.ศ.๒๑๐๙ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิโปรดให้เทครัวอพยพชาวเมืองเหนือ ตลอดทั้งเมือง-พิษณุโลก กำแพงเพชร สุโขทัย พิชัย พิจิตร ลงมารวมกันตั้งทัพรับพม่าที่กรุงศรีอยุธยา ทำให้เรื่องราวของเมืองกำแพงเพชรหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์เป็นเวลานาน  พ.ศ.๒๓๐๙ พระยาตาก (สิน) ได้เลื่อนเป็นพระยาวชิรปราการ เจ้าเมืองกำแพงเพชร แต่ยังไม่ทันได้ไปรับตำแหน่งได้ไปทัพที่อยุธยา ในสมัยอยุธยา กำแพงเพชรทำหน้าที่เป็นเมืองพระยามหานคร เมืองหน้าด่าน เมืองที่ใช้สะสมเสบียงอาหารทั้งฝ่ายไทยและพม่า ทางฝั่งตะวันออกของเมืองกำแพงเพชรปัจจุบันยังมีชื่อ นา-พม่า นามอญ ปรากฏอยู่ กำแพงเพชรพยายามตั้งตัวเป็นอิสระหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ

๑.๔ กำแพงเพชรสมัยธนบุรี
พ.ศ.๒๓๑๓ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โปรดเกล้าฯให้ตั้งพระยาสุรบดินทร์     ข้าหลวง-เดิมเป็นพระยากำแพงเพชร พ.ศ.๒๓๑๘ ทัพพม่ายกมาตีเมืองกำแพงเพชร ทางเมืองกำแพงเพชรเห็นเหลือกำลังจึงพากันหนีเข้าป่า สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกกองทัพมาช่วยขับไล่พม่าแตกพ่ายกลับไป  เมืองเก่ากำแพงเพชรน่าจะเริ่มร้างเมื่อประมาณต้นสมัยรัตนโกสินทร์

๑.๕ กำแพงเพชรสมัยรัตนโกสินทร์
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้โปรดเกล้า ฯ ให้พระยากำแพง (นุช) เป็นแม่ทัพไปราชการที่ เมืองตานี ตีบ้านตานีแตกได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานชาวปัตตานีมาเป็นเชลย ๑๐๐ ครอบครัว ให้มาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ เกาะแขก ท้ายเมืองกำแพงเพชร แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้ไปเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชรแทนบิดาที่ถึงแก่อนิจกรรม ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยากำแพง (เถื่อน) ขณะที่มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาสวรรคโลกไปราชการทัพที่เวียงจันทน์ มีความชอบได้รับพระราชทานชาว-ลาว ๑๐๐ ครอบครัว ให้มาตั้งถิ่นฐาน ณ คลองสวนหมาก ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการทำทางสายโทรเลข ไปยังเมืองกำแพงเพชร เกณฑ์กองทัพจากเมืองกำแพงเพชรไปตีเมืองพิชัย ทำทะเบียนคนจีนในเมือง-กำแพงเพชร    
ชาวพม่าขอทำไม้ขอนสักที่คลองขลุง ให้ทำบัญชีวัดในเมืองกำแพงเพชร โดยรวมจำนวนพระสงฆ์ สามเณร และฆราวาสที่เรียนหนังสือกับพระ ให้เก็บเงินผูกข้อมือจีนในเขตเมืองกำแพงเพชรนำส่งกรุงเทพ ฯ

กำแพงเพชรเมืองมรดกโลก
กำแพงเพชร อยู่ทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทย ทางทิศเหนือและทิศใต้ของจังหวัดเป็นที่ราบ ทางทิศตะวันตกเป็นภูเขาสลับซับซ้อนและเป็นต้นน้ำของลำธารต่าง ๆ เช่น คลองสวนหมาก คลองวังเจ้า คลองขลุง และคลองแขยง ซึ่งจะไหลลงสู่แม่น้ำปิง ที่เป็นแม่น้ำสำคัญที่ไหลผ่านกลางพื้นที่ของจังหวัดตั้งแต่เหนือสุดจนใต้สุดกำแพงเพชรเป็นที่ตั้งของเมืองเก่าที่ปรากฎหลักฐานอยู่ในประวัติศาสตร์ไทยไม่น้อยกว่า ๗๐๐ ปี เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสุโขทัย มีฐานะเป็นเมืองลูกหลวง และเป็นเมืองหน้าด่านทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญ กำแพงเมืองและป้อมปราการจึงถูกสร้างอย่างแข็งแรงและยังเหลือร่องรอยอยู่จนปัจจุบัน จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ก่อนมีเมืองกำแพงเพชรเคยมีเมืองเก่ามาก่อน ๒ เมือง คือเมืองชากังราว (เมืองกำแพงเพชรปัจจุบัน)ตั้งอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำปิง และเมืองนครชุม (ตรงข้ามกับเมืองกำแพงเพชรในปัจจุบัน ) อยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำปิงกำแพงเพชร จึงเป็นเมืองแห่งประวัติศาสตร์วัฒนธรรม และธรรมชาติป่าเขา น้ำตก อันงดงาม มีอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก เมื่อปี ๒๕๓๔ และยังมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ยังคงสมบูรณ์ ทั้งป่าไม้ นก สัตว์ต่าง ๆ อาทิ อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติคลองลาน และอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า ให้นักท่องเที่ยวได้ชื่นชมความงามอีกด้วย

 
^